2009/Aug/25

ผลรางวัล งานเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 13 ประจำปี 2552

(ภาพนี้ถ่ายโดย เข้ ขโมยมากับมือจากเฟซบุคจ้า ขอบคุณเข้ ขอบคุณเทคโนโลยี) 
 
รางวัลนักแสดง ประจำปีนี้
ณัชยา สรนันท์ (น้องหญิง) จาก Perfect Gray กำกับโดย กรกนก ศรีสมบูรณ์
 
................................................................................................
 
รางวัลพิราบขาวประจำปีนี้
The Passion of freshy กำกับโดย พิรุณ อนุสุริยา มหาวิทยาลัยราชมงคลกรุงเทพ
 
................................................................................................
 
รางวัลดุ๊ก (สารคดี)
คณะกรรมการตัดสิน

อุรุพงษ์ รักษาสัตย์                        ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย                  ศิลปินอิสระ

มีภาพยนตร์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้งสิ้น 9 เรื่อง

 
ประกาศนียบัตร ชมเชย
อาณาจักรแห่งใจ กำกับโดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล
รองชนะเลิศ
Uncover กำกับโดย ฐิระพร ภู่งาม
รูการุญ กำกับโดย สิทธิเดช โรหิตะสุข 
รางวัลดุ๊กประจำปีนี้
ทรุเกเตอร์ Throughgether กำกับโดย ศศิกาญจน์ พุทธวรรณ
 
................................................................................................
 
รางวัลช้างเผือกพิเศษ
กรรมการตัดสิน
คุณกิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน  ประธานมูลนิธิหนังไทย
 
มีภาพยนตร์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้งสิ้น 15 เรื่อง
 
ประกาศนียบัตรชมเชย
จักรยาน กำกับโดย วีรยุทธ กระจ่างศรี โรงเรียนหอวัง
เพื่อน กำกับโดย ทศพร เหรียญทอง จบชั้นมัธยมจากรร.สาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม รอเข้าศึกษาต่อคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทำเองสบายใจ กำกับโดย ภูมิรพี แซ่ตั้ง โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบมงคล
เจ็บ กำกับโดย วรเทพ ธรรมโอรส โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
 
รางวัลรองชนะเลิศ 
ไม่มีชื่อ กำกับโดย ราชพฤกษ์ ติยะจามร โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย
ไมค์ กำกับโดย เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี 
 
ชนะเลิศรางวัลช้างเผือกพิเศษ
มุมหนึ่ง กำกับโดย นันทิกานต์ พิชัยรัตน์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราชโอรส 
 
................................................................................................
รางวัลปยุต เงากระจ่าง
คณะกรรมการตัดสิน

สุเทพ ตันนิรัตน์                            ผู้กำกับภาพยนตร์ และผู้ผลิตภาพยนตร์แอนนิเมชั่น

คมภิญญ์ เข็มกำเนิด                      ผู้กำกับภาพยนตร์แอนนิเมชั่น

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์                   ศิลปิน และผู้กำกับภาพยนตร์สั้น

มีภาพยนตร์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้งสิ้น 15 เรื่อง

 
ประกาศนียบัตร ชมเชย
ไม้งาม ต่างต้น กำกับโดย ศลิษา เพียรเจริญ
แด่เธอ กำกับโดย  ธวัชพงศ์ ตั้งสัจจะพจน์
สุดปลายทางฉันและเธอ กำกับโดบ โมกขพล แสงหิรัญ
ไร้สาระ กำกับโดย อมรลาภ พรหมสุวรรณ คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์ 
 
รองชนะเลิศ
เพลงผีบอก กำกับโดย ฉัตรชัย ธรรมาภิรมย์
แอบตะโกน กำกับโดย ธวัชพงศ์ ตั้งสัจจะพจน์
What is My Art? กำกับโดย ทศพล ทิพย์ทินกร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
รางวัลปยุต เงากระจ่าง ประจำปีนี้
จม กำกับโดย พิทยะ วีระศักดิ์วงศ์ คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต
 
................................................................................................
 
รางวัลโกดัก (ถ่ายภาพ)
กรรมการตัดสิน
คุณสุรพงษ์ พินิจค้า           ผู้กำกับภาพยนตร์ เรื่อง ทวิภพ
 
รางวัลโกดัก (ถ่ายภาพ)  ประจำปีนี้
Red Man ถ่ายภาพโดย อิสรา อริยเอกอนันต์ และ ธนุสชาญ ขเรืองศรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
 
................................................................................................
 
รางวัลช้างเผือก
คณะกรรมการตัดสิน

อลงกรณ์ ปริวุฒิพงศ์                      คอลัมน์นิสต์   หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์  และอาจารย์พิเศษที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์                   ผู้กำกับภาพยนตร์สั้น  เคยได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี  จากการประกวดครั้งที่ 12

ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ                 ผู้กำกับภาพยนตร์สั้น เคยได้รับรางวัลช้างเผือก จากการประกวดครั้งที่ 8   และนักเขียนละครโทรทัศน์

มีภาพยนตร์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้งสิ้น 20 เรื่อง

 
ประกาศนียบัตร ชมเชย
เรื่อง ของ วัตถุ กำกับโดย เจนจิฬา โชติประทุม คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
Red Man กำกับโดย ณัฐพงษ์ หอมชื่น คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ศูนยตา กำกับโดย วชิรธาร งวนสำอางค์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 
รองชนะเลิศ
รอยเปื้อนบนโซฟา กำกับโดย มนัสรวี วงศ์ประดู่ คณะนิเทศศาสตร์ จฬาลงกรณ์มหาิวิทยาลัย
วันหนึ่งวัน กำกับโดย มีศักดิ์ จีนพงษ์ คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนเรศวร 
รางวัลช้างเผือกประจำปีนี้
นักโทษ กำกับโดย ปรัชญา ลำพองชาติ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัย รังสิต 
 
.................................................................................... 
International Competition
คณะกรรมการตัดสิน

ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที             ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ธัญสก พันสิทธิวรกุล                   ผู้กำกับหนังสั้น หนังสารคดี, อาจารย์พิเศษทางด้านภาพยนตร์  ได้รับรางวัลศิลปาธร สาขาภาพยนตร์ ปี 2550 จากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

มีภาพยนตร์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้งสิ้น 19 เรื่อง

Special Mention
Nicolas & Guillemette by Virginie Taravel, France
Point of View Avishag Leibovich, Israel 
The Best Short Film ประจำปีนี้
Three of Us by Umesh Vinayak Kulkarni, India 
 
................................................................................................
 
 
รางวัลรัตน์ เปสตันยี
คณะกรรมการตัดสิน

วิทยา ทองอยู่ยง              ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน, เก๋า เก๋า

ภาณุ อารี                                    ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี

ศิริพรรณ เตชจินดาวงศ์                  นักเขียน  เจ้าของผลงานครุฑน้อย และหมานคร

มีภาพยนตร์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้งสิ้น 14 เรื่อง

ประกาศนียบัตร ชมเชย
เถียงนาน้อยคอยรัก กำกับโดย วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์
พี่หมีอยากไปอียิปต์ กำกับโดย นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
อาหาร 3 หมู่ กำกับโดย อนุชิต มวลพรหม 
รองชนะเลิศ
ฝรั่งเศส โดย นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
Man & Gravity: Plateau โดย จักรวาล นิลธำรงค์ 
รางวัลรัตน์ เปสตันยี ประจำปีนี้
หนังสั้นสีขาว/ชั่วแสงเทียน โดย ปราบต์ บุนปาน
................................................................................................

 
รางวัลวิจิตรมาตรา 
พิจารณาจากภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ที่ความโดดเด่นเฉพาะในด้านใดด้านหนึ่ง
ซุปเปอร์ได๋ เอฟซี กำกับโดย ณิชกานต์ ธรรมชัย โรงเรียนสาธิตเกษตร
 
ไร้สาระ กำกับโดย อมรลาภ พรหมสุวรรณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์
 
ถ้อยคำที่ถูกสาป กำกับโดย ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์
 
อาหาร 3 หมู่ กำกับโดย อนุชิต มวลพรหม 
................................................................................................
 
รางวัลขวัญใจมหาชน   มาจากการให้คะแนนหนังที่เข้าประกวดของผู้ชมในแต่ละรอบ   
 
ภาพยนตร์เรื่อง  เรื่อง ของ วัตถุ  กำกับโดย เจนจิฬา โชติประทุม คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
    

 

2009/Aug/25

วิจารณ์โดย ศีลภัทร ตั้งสุขนิรันดร 
Digital Forum

อภัย : มณี

ความลื่นไหลและคุณภาพในงานสเกลใหญ่ที่มีตัวแปรไม่ว่าจะเป็นซีจีหรือคุมmood&toneของเรื่องรวมไปถึงการสร้างโลกอนาคตแฝงกลิ่นfilm noirอ่อนๆนั่นถือเป็นเรื่องยากยิ่ง หากผู้สร้างก็สามารถเนรมิตโลกบิดๆเบี้ยวๆที่บรรจุคาเรกเตอร์ที่อุดมไปด้วยความหวาดระแวงและแฝงแวววิกลจริตไว้ได้สมมูลค่าจริงๆ ขอนับถือในความพยายามจริงๆ
หากหนังยังมีความเป็นละครเวทีอยู่สูงไม่ว่าจะลักษณะของซีนที่ผูกติดกับความเป็นสถานที่มากกว่าสภานการณ์หรือการActingของคาเรกเตอร์ที่่พยายามให้ข้อมูลผ่านบทสนทนาและเนื้อเพลงจนเกินไปก็ทำให้คาเรกเตอร์ทั้งสามดูแบนและมีความรู้สึกร่วมได้ยาก หนังยังแอบแทรกมุขขบขันอย่างปัญหาจากกองเซ็นเซอรทั้งยังเล่นสนุกกับเทคนิคซีจีหรือผูกติดกับการทำเพลงจน์หลายๆส่วนแอบโดดเด้งจากมวลรวมของหนัง ขอให้มาใส่ใจกับการควบคุมการแสดงให้คล้องจองกับmood&toneอีกซักนิดน่าจะทำให้หนังมีความเป็นหนังมากยิ่งขึ้น


กัด

่หนังก็ยังมีความลื่นไหลและการกำหนดมุมกล้องที่ตอบรับกับเนื้อหาดีทั้งการวางสถานการณ์ก็ดูน่าสนใจและมีภาพรวมที่มีความปราณีตจนสามารถแยกตัวออกจากหนังบ้านทั่วๆไปได้อย่างชัดเจน 
แต่การนำเสนอการหักมุมไปมาหลายตลบของหนังดูจะเป็นการส่งผลเสียมากกว่าผลดี กล่าวคือความสดใหม่ของการรับรู้ที่ค่อยๆลดลงตามจำนวนการหักมุมที่เกิดขึ้นทำให้ความกดดันที่คาเรกเตอร์หลักกำลังเผชิญไม่สามารถส่งผ่านมาถึงคนดูได้ และด้วยความยืดเยื้อก็ทำให้“สาร”ที่หนังพยายามส่งขาดความบางและความคมพอที่จะเสียดแทงคนดูได้ทำให้เห็นผู้สร้างยังเกลาประเด็นให้ชัดและเฉพาะไม่เพียงพอและยังมีความในใจที่จะบอกมากเกินไปในหนังเรื่องหนึ่ง
การดำเนินเรื่องด้วยผูกติดกับบทสนทนาก็ยิ่งทำให้คาเรกเตอร์ไม่มีมิติและการintroของคาเรกเตอร์ทั้งสามตัวก็สามารถลดทอนและใช้การวางbackstoryที่รัดกุมเข้ามาช่วยจะกระชับทั้งความคิดหลายๆส่วนในหนังก็ยังเป็นเพียงกลุ่มก้่อนความคิดที่ยังไม่ถูกแปลงเป็นภาษาภาพยนตร์ ลองสังเกตหนังอย่าง Stranger of Mineที่ใช้บทสนทนาพอประมาณและขยันใช้สถานการณ์เข้ามาเป็นตัวขับเรื่องและสร้างConflictรวมไปถึงคาเรกเตอร์ที่กำลังประสบปัญหาซึ่งจะทำให้คนดูมีความรู้สึกร่วมและลุ้นไปกับคาเรกเตอร์ได้มากยิ่งขึ้น


ของเหลวที่หลั่งจากกาย

การรื้อถอนภาษาและกลไกภายในหนังพร้อมทั้งพยายามหาฟังก์ชั่นในมุมกลับของแต่ละชิ้นส่วนมาใช้งานถือเป็นลักษณะเด่นของหนังเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความเร้าอารมรณ์ของหนังตัวอย่างมาเร่งConflictระหว่างคาเรกเตอร์หรือการใช้ฟอร์มของดราม่ามาขับเคลื่อนเรื่องก่อนจะกระชากคนดูด้วยPropและการตัดJump Cutทั้งการใช้นางชีแทนหนังสะท้อนตัวตนและจริตรวมไปถึงอื่นๆ ผู้สร้างมีความรู้และเข้าใจผลของภาษาหนังเป็นอย่างดีหากดูจะยึดติดกับการบิดฟอร์มจนทำให้“สาร”ที่หนังส่งออกมาดูเจือจางทั้งๆที่มีประเด็นที่น่าสนใจและมีActingคุณภาพมารองรับอยู่แล้ว
ขอยก Olivier Assayas มาพูดประกอบในแง่ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยทำหนังที่บิดโสตประสาทแบบ Demonlover ในขณะที่หนังเรื่องล่าสุดอย่าง Summer Hours กลับใช้ความเนิ่บช้า เพราะเขาเอาสไตล์มารับใช้เนื้อหาเพื่อที่จะให้สารที่เขาส่งมีพลังและอยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด เขาปฏิบัติต่อภาษาหนังและสไตล์ในฐานะเครื่องมือเท่านั่นและพร้อมที่จะเปลี่ยนชุดเครื่องมือเมื่อเห็นว่าสารที่เขาอยากจะสื่อมีคุณสมบัติหรืออัตลักษณ์ที่แตกต่างออกไป
อยากเห็นการประสานกันระหว่างตัวแปรต่างๆในหนังของผู้สร้างมากกว่านี้และเชื่อมือว่าการทดลองที่ปรากฏไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความฉาบฉวย


สีบนถนน

กลุ่มภาพที่ปรากฏตัวในเรื่องแฝง“สี”ตามที่ชื่อเรื่องได้บอกไว้จริงๆ แทบทุกshotที่ร้อยเรียงเป็นเพียงสิ่งปรกติที่พบเห็นได้ทั่วไปและไม่ได้ถูกนำเสนออย่างพิสดารอลังการผิดกับชาวบ้านเขาแต่อย่างใด หากความรู้สึกใคร่รู้, ความอยากรู้อยากเห็น, ความกระหายและตระหนักในสรรพสิ่งได้ถูกส่งผ่านมาถึงคนดูได้จริงๆ ผู้สร้างยังใจดีทิ้งเส้นเรื่องบางๆไว้ให้คนดูที่คลาดกับหนังแต่ก็ไม่ยัดเส้นเรื่องจนบังความงามที่กำลังถ่ายทอดอยู่
ถือเป็นหนังที่จริงใจและส่งถึงใจเรื่องหนึ่งที่ขอจดและจำไว้


2009/Aug/24

รัตน์ สอง

5 min. war

การเลือกใช้สไตล์เมโลดราม่ามาขับเคลื่อนหนังดูลื่นไหลกับไปเนื้อหาและสถานการณ์ที่สื่อ หากในความเป็นเมโลดราม่าที่บีบคั้นอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้องค์ประกอบต่างๆเข้าปลุกเร้าคนดูในหนังกลับมีรายละเอียดที่หลุดออกจากToneหลายส่วนโดยเฉพาะคาเรกเตอร์และActing สิ่งแรกที่สะกิดใจเลยคือความแตกแยกระหว่างActingของโค้ชที่ดูออกจะเป็นการ์ตูนมากกว่าเป็นคนกับคุณแม่ที่ระเบิดอารมณ์เกือบตลอดเวลาซึ่งพอมาปะทะกันทำให้เกิดความขัดแย้งและกระชากคนดูออกจากหนัง รวมไปถึงเด็กแฝดที่ขึ้นชกก็ขาดการให้ข้อมูลคาเรกเตอร์จะมีเพียงก็Conflictที่ต้องต่อยตีกันเพื่อความอยู่รอดของแม่(ซึ่งหนังก็ไม่ได้ทำให้เราเห็นหรือรู้สึกว่าคุณแม่ลำบากหรืออยู่ภายใต้สถานการณ์กักขังใกล้ตายแต่อย่างใด) ทั้งสถานการณ์ที่เข้ามาบีบบังคับให้เด็กต่อยกันก็ไร้ที่ทางที่ไป แถมยังมีตากล้องหนุ่มที่ไม่ได้ส่งผลต่อเรื่องหรือเป็นPoint of Viewแทนคนดูอีก แต่ในแง่ของงานProductionนั้นมีศักยภาพสูงจนสามารถพาคนดูให้สามารถวิ่งไปกับเส้นเรื่องได้อย่างไม่ติดขัดกับจุดบอดต่างๆข้างต้นจึงถือว่าทีมสร้างมีภาษาหนังที่แข็งแรงและรัดกุมอยู่สูง
ในส่วนของประเด็นโลกใต้ดินที่อยู่ในหนังยังขาดการเจาะรายละเอียดที่ลึกเพียงพอ การเอารัดเอาเปรียบที่เกิดขึ้นในหนังรวมไปถึงความไม่เท่าเทียมเป็นสิ่งที่คนทุกคนเข้าใจเกี่ยวกับโลกใต้ดินแบบนี้ หนังจึงต้องทำหน้าที่ออกมาตีแผ่หรือชี้ให้เห็นถึงส่วนที่ต่างออกไปจากการรับรู้ของคนมากกว่านี้

หนังสั้นสีขาว

หนังมีConceptที่ชัดเจนทำให้ประเด็นและตัวแปรต่างๆไม่กระจัดกระจายและทำให้คนดูเขว้ไขว้ การสะท้อนชนชั้นกลางที่ผูกขาดการรับรู้จากสื่อได้ถูกสะท้อนผ่านรูปแบบที่คล้ายกับบทความวิชาการดังนี้

ส่วนแรก
หนังได้ชี้ให้เห็นถึงสถานภาพและลักษณะของชนชั้นกลางไม่ต่างกับการเกริ่นนำของบทความ การถกเถียงและพูดคุยระหว่างชายหญิงที่สะท้อนถึงทัศนคติและวิสัยทัศน์ที่เหมือนจะลึกซึ้งหากกลับแบนราบและเหมารวมและพอบทสนทนาเดินทางมาถึงจุดที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาชายหญิงในเรื่องกลับหลีกและเลี่ยง สถานการณ์นี้เป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปจากวงสนทนาของผู้ที่อ้างต้วเป็นชนชั้นกลางปัญญาชนที่อ้างว่ารับรู้และเข้าใจปัญหาหากแท้ที่จริงกลับว่างเปล่าและขาดการครุ่นคิดและปฏิบัติ

ส่วนที่สอง
เมื่อได้แสดงให้เห็นปัญหาไปแล้ว หนังก็ได้พาคนดูเข้ามาขุดคุ้นถึงต้นตอของปัญหาซึ่งหนังได้ชี้ว่าเกิดจากการบริโภคสื่อที่ขาดการครุ่นคิดและตั้งคำถามไม่ว่าจะสีเสื้อถิ่นไหนก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นในหนังไม่ต่างกับการแอบตั้งกล้องบันทึผู้คนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผู้คนขาดการคำถามและครุ่นคิดต่อสื่อและพร้อมที่จะเชื่อฟังและยึดเป็นสรณะจึงเป็นเรื่องน่าแปลกและน่าขำที่ว่าในปัจจุบันผู้คนก็ยังไม่ต่างไปจากเดิม

ส่วนสุดท้าย
เมื่อหนังได้ชี้ให้เห็นปัญหาและได้พาเราไปดูต้นตอแล้ว หนังก็ได้ปฏิบัติและจิกกัดตัวเองในฐานะสื่อและตั้งคำถามกับคนดูที่ดูหนังอยู่กลับว่าตนเองได้มีอาการครุ่นคิดและพิจารณาสื่อบ้างไหม?

การสร้างตรรกะเฉพาะภายในหนังเรื่องนี้ได้ถูกควบคุมไม่ให้สะเปะสะปะทำให้คนดูสามารถเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายผิดกับหนังที่พยายามชูประเด็นหรือConceptหลายๆเรื่องที่ขาดการคุมToneและใส่รายละเอียดที่สื่อสารแบบในหนังเรื่องนี้ นอกจากหนังจะส่งผ่านideaและความคิดมาถึงคนดูแล้วยังมีการตั้งคำถามต่อยอดจากหนังของตนไปอีกซึ่งถือเป็นการมองเกมที่ครอบคลุมและครบถ้วนจริงๆ


พี่หมีอยากไปอียิปต์

การใช้ความตีบตันของผู้ผลิตสื่อรณรงค์งดสูบบุหรี่มาสะท้อนสภาวะหมดทางสู้ที่จะทำให้คนหันมางดสูบบุหรี่ถือเป็นการมองมุมกลับที่น่าสนใจมากๆ การวางสถานการณ์ในหนังดูมีการเขียนบทที่ดีในแง่การวางConflictของผู้ผลิตสื่อฯและการคุมToneของการActingแห้งๆและเฟรมภาพที่อยู่เฉื่อยช้าก็สื่อสารและสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของคาเรกเตอร์จริงๆ
หนังยังวิพากษ์สื่อโดยให้สื่อที่ขาดการใส่ใจต่อสังคมผ่านคาเรกเตอร์หลักสองคนที่ต้องการให้สื่อของตนเองแปลกใหม่โดยไม่ใส่ใจถึงสิ่งที่ตามมาจนหลายๆครั้งการรณรงค์และเรียกร้องต่างๆของสื่อดูจะมีเจตนาร้ายมากกว่าดี ผิดกับสื่อที่ทำเพื่อผู้คนและสังคมที่กลับต้องมาล้มตายและไม่สามารถนำพาสังคมไปถึงฝั่งฝันได้ไม่ต่างกับการไปอียิปต์ที่ไม่อาจเกิดขึ้นนั่นเอง


ทางลัดขึ้นสวรรค์

เนื่องจากผมคลาดกับหนังในหลายจุดจึงไม่อาจสรุปและคาดเดาถึงสารที่ผู้สร้างพยายามจะสื่อเท่าไหร่นัก ได้แต่สรุปเข้าข้างตัวเองว่าการที่หนังแบ่งเป็นสองส่วนโดยแยกSubject(ในที่นี้คือไก่ในกรง)กับสถานที่รกร้างออกจากกันเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเหยื่อที่กำลังจะไปเผชิญชะตากรรมที่กำลังเฝ้ารออยู่
แง่งานProductionและการคุมMood&Toneที่ชัดเจนสามารถส่งให้หนังมีพลังและทิศทางและสามารถถ่ายทอดสภาพเปลี่ยวเหงาและหดหู่ได้ถึงขีดสุด

รัตน์สาม

 
Man & Gravity

การดำเนินเรื่องโดยอาศัยConflictระหว่างธรรมชาติอันยิ่งใหญ่กับมนุษย์ที่เพียรพยายามที่จะฝ่าฝืนและท้าทายถูกถ่ายทอดผ่านภาษาหนังที่แข็งแกร่งและการคุมMood&Toneผ่านเฟรมภาพและScoreที่คลอตลอดก็สามารถสร้างความรู้สึกร่วมต่อความเหน็ดเหนื่อยและลำเค็ญของคาเรกเตอร์หลักที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคธรรมชาติ
เมื่อหนังได้ใส่คาเรกเตอร์ลูกชายที่แก่ไม่แพ้คาเรกเตอร์หลักเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับคาเรกเตอร์หลักผ่านบทสนทนาต่างๆก็ทำให้เรารู้ว่าพ่อแม่สองคนนี้ห่างเหิ่นกันไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผลที่ตามมาคือการลากกระดิ่งยักษ์ของคาเรกเตอร์หลักได้เปลี่ยนมาเป็นความรู้สึกหนักอึ้งในหนังที่ไม่สามารถคลุกคลีและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับลูกและครอบครัวของตนเองได้ 
หนังได้วิพากษ์ความแตกแยกในครอบครัวปัจจุบันโดยนำเสนอผ่านภาพสะท้อนความรู้สึกภายในได้อย่างปวดร้าวมาก แม้สองพ่อลูกในหนังจะไม่ได้ทะเลาะหรือมีปัญหาหมางใจกัน หากมีตัวแปรบางอย่างทำให้พวกเขาต้องแยกออกจากกันไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการดำรงชีวิต, เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และอื่นๆที่ทำให้ครอบครัวไม่เป็นครอบครัวมากยิ่งขึ้น การขึ้นtextตอนท้ายได้สื่อสารและตอกย้ำความร้าวรานแก่คนดูทั้งยังเป็นการตบความคิดที่อาจหลงประเด็นของคนดูที่คลาดกับหนังให้เข้าที่เข้าทางอีกด้วย


The Right Hand

หนังมีงานProductionที่รัดกุมและสอดคล้องกับหนัง ทั้งการคุมActingก็ดูเป็นธรรมชาติ 
การปูคาเรกเตอร์หลักมีการใช้Back Storyที่ดีหากยังขาดแคลนการใส่Conflictที่เหมาะสมกับเหตุการณ์จนทำให้เส้นเรื่องดูบางและเบาจนเกินไปและยังเล่นกับความรู้สึกผิดพวกภายในใจของคาเรกเตอร์หลักน้อยเกินไป จึงทำให้ประเด็นที่ต้องการจะสื่อยังไม่ได้ถูกคลี่และเหลาให้คมเพียงพอ


Safe House

การเล่นกับการรับรู้ในหนังส่งผลเพราะมีการให้ข้อมูลต่อคนดูที่เป็นจังหวะและรัดกุมไม่ว่าจะเป็นการรื้อหาโทรศัพท์มือถือในรถไม่เจอ, ซีนเปิดที่คาเรกเตอร์หลักไม่อาจปิดกระโปรงรถได้, การตัดสินใจช่วยเหลือโจร และอื่นๆ ทั้งการรับส่งของAction-Re Actionในหนังก็ถูกวางไว้ไม่ประดิษฐ์และยังขับเรื่องให้เดินต่อไปได้ลื่นไหลและน่าติดตาม อีกทั้งการคุมActingที่สามารถเก็บงำความลับและพาคนดูไปเผชิญสถานการณ์ได้อย่างมิดชิดและสนุกทีเดียว
สิ่งสำคัญที่หนังเรื่องนี้โดดเด่นคือการใช้setและpropได้ลงตัวและสื่อสารรวมไปถึงการแทรกสัญลักษณ์ต่างๆได้เนียนตาและไม่โดดเด้งออกจากมวลรวมของหนังไม่ว่าจะเป็น ตุ๊กตาหมี Locationบ้านร้าง รวมไปถึงด่านและไฟตำรวจ รายละเอียดพวกนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้หนังมีมิติและเปิดโอกาสให้คนดูคิดต่อยอดและสร้างมูลค่าให้หนังหลังการรับชมได้เป็นอย่างดี

อาหาร 3 หมู่

การใช้ประโยชน์ระหว่างคาเรกเตอร์ภายในหนังน่าสนใจมาก ภาวะอำนาจที่ไหลเวียนและเปลี่ยนถ่ายภายในเรื่องสามารถสะท้อนคาเรกเตอร์และมิติของความสัมพันธ์ได้สนุกและสมจริงจริงๆ ต้องขอบคุณActingที่ลื่นไหลและการออกแบบสถานการณ์และบทสนทนาที่จริงและหรรษาไปพร้อมๆกัน
หนังมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องที่เล่าและสามารถสามารถจับจุด“แข็ง”ของหนังมาถ่ายทอดได้อย่างถ่องแท้

2009/Aug/24

วิจารณ์ โดย กิตติภัทท์  ศรีเกริกกริช
 
17.00   International Competition 3 / 102 min.

Up And About Again / Finland / 2009 / 10 / Maarit Suomi
7.5
หนังสร้างอารมณ์มึนงงแก่ผู้ชมได้พอสมควรเลยทีเดียวว่ารถคันนี้จะขับไปถึงไหน  และอาจสงสัยว่าขับไปได้อย่างไร หนังอาศัยการตีความเป็นหลักเปิดเรื่องด้วยรถที่ไม่น่าจะสามารถขับหรือใช้งานได้แล้ว ขับวนไปมาบนเขาที่แห้งแล้ง เจออุปสรรคต่างๆก่อนจะดริฟรถในลักษณะโดนัทที่บริเวณปั๊มน้ำมันเก่าๆแห่งหนึ่งหลังจากรถมึนงงกับตัวเองซักพัก มันก็ผ่านช่วงเวลาแสนยากลำบากบนหุบเขาแห้งแล้ง ตัดมาอีกทีรถขับผ่านป่าที่มีต้นไม้และดอกไม้เขียวคจี หนังอาจมึนงง ต้องอาศัยการตีความแต่ละบุคคล แต่ส่วนตัวแล้ว หนังดูเนิบๆ แต่มันก็ทำให้เราต้องติดตามแบบไม่คลาดสายตา ดนตรีประกอบชวนให้เราจับตาดูรถคันนี้ว่ามันจะทำอะไร แต่สิ่งที่ได้มันไม่ใช่การขับรถวนไปมา แต่การที่เราจะผ่านอุปสรรคในบางอย่างไปได้นั้น มันก็ต้องลองผิดลองถูกก่อนที่เราจะพบทางที่ถูกต้องในท้ายที่สุด

Ata / France / 2008 / 26 min. / Zencirci & Guillaume Giovanetti
7
ดราม่าสุดเข้าขั้นเลยทีเดียว เรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ต่างสัญชาติ การช่วยเหลือกันซึ่งต่างก็มีเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งแม้ว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะไม่สวยงามก็ตาม  หนังก็พอดูได้เรื่อยๆ แต่เส้นเรื่องมันก็เกินความเป็นจริงไปซักหน่อย การสร้างสถานการณ์ ยังดูขัดแย้งไปซักนิด ประกอบกับตอนจบพยายามทำให้มีการพลิกของเรื่อง  ซึ่งดูไปแล้วก็ขัดๆกันไปบ้าง  แต่ถ้าดูแบบไม่คิดอะไรมาก มันก็ดราร่าใช้ได้เลย  

The One In Charge (El encargado) / Spain / 2008 / 8
8
เหตุการณ์ของเด็กๆในห้องเรียนห้องหนึ่ง ซึ่งเด็กชายคนหนึ่งโดนแกล้งจากเพื่อนในห้อง  เป็นเพียงแค่สถานการณ์เล็กๆ เท่านั้น คอนฟลิ๊ก ที่เด็กผู้ชายคนนี้เจอมันแสนจะน่ารักซึ่งมันตรงกับสูตรหนังทั่วไป ที่มีเด็กขี้อาย ขี้แพ้ ตัวร้าย นางเอก อยู่พร้อมกันในเวลาแค่ 8 นาที ซึ่งสามารถทำได้ดีดูสนุก ดูแล้วก็ทำให้เราย้อนนึกถึงวันเก่าๆกันได้ ซึ่งเราเหล่าผู้ชมก็สามารถรู้และเข้าใจกันเองได้ว่า ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าใด แต่เรื่องราว เล็กๆ เด็กๆในห้องเรียนก็ยังมีและพบเจอกันได้จนถึงปัจจุบัน เนื้อหาดูสนุกมาก บทพูดน้อย แต่เข้าใจและน่ารักและยังมีพลิ๊กในตอนจบอีก ถึงแม้ว่าหนังจะไม่มีสาระอะไรมาก แต่มันก็เป็นหนังเบรคอารมณ์ ดราม่าของเรื่องก่อนหน้านี้ได้ดีทีเดียว
 
 
The Man I Never Knew / Russia / 2008 / 12 min./ Prokopiy Burtsev
10
ในบรรดาโปรแกรมที่ดูมาทั้งหมดเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประทับใจมากที่สุด เรื่องราวเล็กๆสถานการณ์ใหญ่ๆ แต่ดูแล้วมันช่างมีพลังเกิน เหตุการณ์ของปู่กับหลานนั่งเล่นหมากรุกและหลานก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตที่ตนเองอย่างรู้  บทสนธนาการพุดคุยถือว่าทำได้ดีและเฉียบขาดระดับนึงทีเดียว มีตลกแทรก สร้างรอยยิ้มได้ดี หลานถามคำถามแต่ละคำถามกับคุณปู่ ซึ่งคุณปู่อยุ่ในสถานะที่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตมากกว่า แต่คำตอบที่หลานได้ จะเป็นคำตอบที่สามารถนำไปเรียนรู้ได้นั้น  แต่คำถามและคำตอบเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาหาตัวคุณปู่ซึ่งทำให้เรารู้ว่า ตราบใดที่เรายังมีชีวิตยังใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ เราก็ยังคงต้องเจอและเรียนรู้ไปกับมันต่อไปไม่ว่าจะ อายุเท่าใดก็ตาม 
 
 
Point of View (Eynayim Sheli) / Israel / 2008 / 18 min. / Avishag Leibovich
9
เรื่องราวความสัมพันธ์หลานที่ต้องมาดูแลยายที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับดวงตา ระหว่างที่เธอดูแลยายที่บ้านเธอปิ้งรักกับชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนเก่า  ซึ่งดูเหมือนว่ายายของเธอทำให้หนุ่มคนนี้  ตีจากเธอไปมีหญิงอื่นในท้ายที่สุด เนื้อเรื่องดำเนินไปแบบเรียบง่าย  ตลกและสนุก ซึ่งดูจากหน้าตานางเอกแล้ว  ผมก็รู้สึกว่าเธอไม่ควรหมกมุ่นเรื่องผู้ชายอยู่ดูแลยายดีกว่ามั้ย แต่ความจริงแล้ว หนังมันบอกเราว่า เราควรดูแลและใส่ใจคนใก้ลตัว  คนที่เรารัก แทนที่จะเป็นคนอื่น โดยช่วงแรกตัวผมรู้สึกเอาใจเชียร์ให้เธอพบสมหวังในรัก แต่มู๊ดในช่วงหลัง หนังมันเล่นกับจิตใต้สำนึกของเราเมื่อเห็นคนแก่ เห็นยายของตัวเองต้องป่วยหนัก ซึ่งแทนที่เธอจะหันมาดูแลยาย แต่เธอกลับไป สนใจและโยนความผิดให้ยายของเธอ แต่อย่างไรก็ดีตอนจบมันก็แฮปปี้เอนดิ้ง ซึ่งความสุขมันเกิดจากความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัวซึ่งมันก็อยู่ตรงหน้าของเธอนั่นเอง  

Girl (adeuluiyeoja) / Korea South / 2008 / 17 min./ Hong Sunghoon
7
เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ  ความเป็นมนุษย์ อย่างแท้จริง เรื่องของเด็กสาวคนหนึ่งมาขอเงินจากพ่อของแฟน[ ซึ่งเราไม่เห็นตัวแฟนในหนัง] เพื่อนำไปทำแท้ง โดยช่วงแรกพ่อก็ทำทีไม่สนใจและไม่ใส่ใจนัก แต่ในท้ายที่สุด เขาก็ไม่สามารถปล่อยให้เธอให้ทำเช่นนั้นได้ โดยส่วนตัวผมชอบซีเคว้นแรก เขาใช้เวลาไม่นานเลยในการเล่าเรื่อง ไม่กี่ไดอาล๊อก แต่ทำให้เราพอทราบเรื่องราวของเรื่องทั้งหมดได้ทันที  หนังเน้นการถ่ายง่ายๆ แฮนด์เฮลล์ เรียกได้ว่าถ่ายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งบางทีมันทำให้เรามึนงง กับการเคลื่อนกล้องไปบ้าง  แต่ประเด็นของเรื่องมันน่าสนใจตรงที่ เธอมาขอเงินจากพ่อของแฟน ซึ่งตัวเธอเองก็อยู่ในวัยเรียน แต่ตัวแฟนเธอหายไปไหนไม่โผ่ลหัวมาให้เห็นกันเลย ปัญหาต้องมาตกอยู่ที่เธอและคนข้างหลัง

ซึ่งมันสะท้อนปัญหาลักษณะนี้ได้ในสังคมปัจจุบันได้เต็มๆ เรารู้ว่ามันเป็นปัจจุบันมากๆเพราะ  sound ประกอบในหนังยังเป็นเพลง tell me ของ wonder girl อยู่เลย เราได้เห็นความเป็นพ่อ ซึ่งไม่สามารถปล่อยให้เด็กสาวอายุคราวลูกของตัวเองทำเช่นนั้นลงไปได้        ซึ่งมันก็ตั้งคำถามย้อนกลับมาที่เราว่า ทุกวันนี้เรามีความรับผิดชอบในเรื่องต่างๆมากพอรึยัง ? 

2009/Aug/24

คะแนนเต็ม 10
 
ดิจิตอลฟอรั่ม

อภัย:มณี ช่วงแรกของหนังอยู่ในระดับที่รับได้ รู้สึกว่าน่ารักดี ดูแล้วยิ้มๆ แต่เราเริ่มมีปัญหาหลังจากกลางเรื่อง และมีปัญหา (ส่วนตัว) อย่างรุนแรงในตอนท้าย กับเรื่องคติสอนใจและการที่มณีสำนึกผิด!
7

กัด ดูสนุกนะ แต่ไม่ชอบช่วงวอยซ์โอเวอร์แนะนำตัวละครแต่ละตัวที่ยืดยาว เรื่องค่านิยม ความสุข ปลาใหญ่กินปลาเล็กที่ย้ำซ้ำไปซ้ำมาจนถึงระดับที่รู้สึกว่ามากเกินไปแล้วล่ะ 
7

ของเหลวที่หลั่งจากกาย ชอบนางชี+เด็กคอนแวนต์ คริคริ 
8

สีบนถนน ดูไม่จบ รู้สึกว่าหนังเรียกร้องมากเกินไป ให้น้อยเกินไป หิวข้าวด้วย 


Best Short from Clermont Ferrand 2 

Everyday Everyday น่ารักจัง ผู้หญิงเฮี้ยนๆ กับผัวทาสของเธอ
8

The Ground Beneath ช่างกล้า...ที่จะเชื่อมั่นในตัวเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ถ้าการเชิดหน้ารับความเจ็บปวดจะทำให้เรื่องจบสวยงามได้เสมอไปก็คงดี 
8

The Happy Duckling เฉยๆ กับภาพ แต่เนื้อเรื่องน่ารักดี
8

Andong น่ารักมากกกกกกก
8

Muto ดูเป็นงานที่เหนื่อยนะ ไอเดียเริ่ด ฝีมือดี และทึ่งมากกับการใช้เวลาและความอึด 
8

 
Naglinn ประเด็นแรงดี เหวอๆ หลอนๆ หยึยๆ กับผู้นำที่มีความพิการทางสมอง 
9
 
 
The Blindness of the Woods อิ่มเอมกับฉากรักโจ๋งครึ่ม โฮะๆๆๆๆๆๆๆ
10

2009/Aug/24

ฝรั่งเศส/Francais/2009/30/นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
A-

เรื่องราวของหญิงสาวพิการ  ภายในมหาวิทยาลัย กับเหตุการณ์ที่ดูจะไม่ยิ่งใหญ่ แต่มีผลสะท้อนอย่างลึกซึ้ง  ทำให้เราเห็นภาพของความเป็นมนุษย์ปุถุชนของหญิงตาบอดในเรื่อง สารภาพว่าก่อนดูหนังเรื่องนี้ภาพของคนพิการในหัวมักจะเป็นภาพของคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ฝังจำกับวลีที่ได้ยินบ่อยๆว่า ง่อยเปลี้ยเสียขา เป็นภาษาที่แสดงถึงการไร้สมรรถภาพสิ้นดี แต่หนังเรื่องนี้ปลุกให้ตื่นจากห้วงนั้น ทำให้รับรู้ว่าเขาช่วยเหลือตัวเองได้มากพอในระดับบุคคลทั่วไปนี่ล่ะ และสิ่งที่เขาต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่การจูงเดินข้ามถนน แต่เป็นการช่วยในเรื่องที่เขาไม่สามารถทำได้จริงๆมากกว่า ...อย่ามัวแต่สงสารแต่สนใจกันและกัน น่าจะดีกว่า 

ถ้อยคำที่ถูกสาป/Whispering Ghosts/2008/13/ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์
B+

รู้เรื่องและไม่รู้เรื่องไปพอๆกันแต่ชอบมากนะสำหรับเรื่องนี้  สิ่งที่อยากรู้คือ บทพูดเหล่านั้นในช่วงท้าย พูดว่าอะไร ชอบงานภาพ และบทพูดบางส่วนที่ฟังออก 

5 minute war /2008/28/อชิร นกเทศ
A

เด็กๆหน้าตาให้มาก กับบทที่ได้รับ แววตากล้าแกร่ง แฝงความอ่อนโยนแห่งวัย ความไม่เข้าใจโลกอันโหดร้าย และโดยส่วนตัว ผมว่ามันเป็นหนังสัญลักษณ์สะท้อนการเมืองที่สนุกจังเลย ชอบการเล่าเรื่องที่ดูสนุก ดูเป็น melodrama แม้ว่าจะแอบงงว่าเหตุผลจริงๆ ที่เด็กมันมาต่อยกันคืออะไร (เหมือนบางคนหรือเปล่าที่อาจจะยังตอบคำถามตัวเองไม่ได้เลยว่าว่าสู้เพื่ออะไร?) 

Safe House,The /2008/19/อรรถรณ บาหยัน และ ชนินทร์ ปั้นทอง
A

โดยความเป็นหนังสืบสวนลึกลับแอคชั่นอะไรทำนองนั้น ถือว่าหนังมีจังหวะและเทคนิคการเล่าเรื่องได้น่าสนใจ ไม่ได้แปลกประหลาดถึงขั้นที่เดาทางไม่ถูก  แต่มีจังหวะที่ไม่สะดุด สนุก ชวนติดตาม และมีการสร้างปมของเรื่องได้พอดิบพอดี พอขายได้ดีเลย ส่วนตัวบทให้คุณค่าตัวละครได้น่าสนใจ ใครคือคนชั่วกันแน่ ใครเป็นคนดี อะไรวัดกันตรงไหน ผลกระทบจากสังคมทุนนิยมถึงปัญหาครอบครัวสู่ปัญหาระดับอาชญกรรม ชอบตรงการถ่ายเท่ความผิดชอบชั่วดีระหว่างตัวละคร ใครช่วยใคร และตำรวจช่วยอะไรได้บ้าง เป็นคำถามที่น่าสนใจ  

 
อาหาร 3 หมู่/Hungry or Full/2009/27/อนุชิต มวลพรม
A+

ได้ดูเรื่องนี้สองรอบ  ในโปรแกรม queer อีกรอบหนึ่ง  สิ่งที่น่าสนใจมากๆ คือ  ปฏิกิิยาตอบโต้กลับของผู้ชม พอมันอยู่ในโปรแกรม queer คนหัวเราะกันมากมาย แต่พอมาอยู่ในสายรัตน์  เสียงหัวเราะลดลงเล็กน้อย (ไม่รู้เพราะคนดูกลุ่มเดิมหรือเปล่า) แต่หากเป็นคนละกลุ่ม คือเปรียบเทียบระหว่างคนที่เตรียมใจมาดูหนัง queer กับที่ไม่ใช่ ทำให้เห็นถึงภาวะการเข้าถึงที่อยู่ในระดับค่อนข้างแตกต่างกัน ที่สังเกตด้วยตนเองชัดๆ คือ ฉากตาล้างมะเขือ รอบ queer ขำกันลั่นโรงเลย แต่รอบรัตน์นี่ไม่มี

ตัวหนังเองดูมีความน่าสนใจตรงที่หนังมันดูจริง  สามารถแสดงได้ค่อนข้างจริง  คือไม่ใช่แค่แสดงเหมือน แต่หมายถึงบทพูด  การกระทำ สถานการณ์ ดูเป็นเรื่องปกติที่เิดขึ้นกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า  และยังสะท้อนภาพผู้ชายที่มีอำนาจเหนือกว่า แม้ว่ามันจะเป็นหนัง queer แต่ฝ่ายชาย ก็เป็นเสมือนจ่าฝูงของเรื่อง ที่คอยผลักดันให้ตัวละครอื่นทำตามอำนาจตนเองไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม จะโดยขอร้องอย่างอ่อนหวานก็ตามที 
 
 
 
“...” ถึง สยามศตวรรษ Siam and a century 

Old Heart / 8 min. / อโนชา สุวิชากรพงศ์

“ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ” 

คือผู้หญิง (…is woman) / 7 min. / สัณห์ชัย โชติรสเศรณี

“ฉัน เธอ หล่อน ...พวกเราก็เป็นผู้หญิง(อีก)คนหนึ่ง  ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต” 

Encantos / 8 min./ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

“รู้ตัวอีกทีก็อาจจะสายไป” 

ทกวีของบางเรา (Resistant Poem) / 20 min. / ปราบต์ บุนปาน

“(กลอน)ไพเราะ เผ็ด ดุ” 

ธัญญาเรศ (Tunyares) / 16 min. /ไกรวุฒิ จุลพงศธร

“จะมีอีกสักกี่คน  ที่กำลังจะกลายเป็น คนหลงทาง” 

ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น (Pulsatile Mass) / 40 min. / นฆ ปักษนาวิน

“หากมันหม่นมัวเช่นนั้น เราจะเป็นเช่นไรต่อไป” 
 

P.S.Siam and a century ขอไม่ให้เกรดนะครับ 

2009/Aug/24

 
Siam and a Century / 99 min.
Old Heart / 8 min. / อโนชา สุวิชากรพงศ์
A+++ หลงรักหนังแบบนี้อยู่แล้ว เลยไม่รู้จะบอกไงดี
คือผู้หญิง (…is woman) / 7 min. / สัณห์ชัย โชติรสเศรณี
A+ ตอนจบเผลอร้องเพลงออกไปอย่างดัง ง่าย ๆ ได้ใจความ ชอบแม่พลอย หามาได้ไงวะ
Encantos / 8 min./ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา
B ผมมองไม่เห็นศตวรรษแห่งสยามในหนังเรื่องนี้ หากทว่าอบอวลไปด้วยลมหายใจแห่งลาฟ ดิอาซ
บทกวีของบางเรา (Resistant Poem) / 20 min. / ปราบต์ บุนปาน
B- แต่ชอบสิ่งที่คุณไม้หนึ่งก.กุณฑีพูดมาก ๆ และชอบสิ่งที่ปราบต์พูดตอนคิวเอ ซึ่งผมดันไม่เห็นสิ่งนั้นในหนัง
ธัญญาเรศ (Tunyares) / 16 min. /ไกรวุฒิ จุลพงศธร
A+ ทึ่งเมื่อรู้ว่าสิ่งที่พูดนั้นไม่ใช่เรื่องจริง แต่กลับสะท้อนความจริงได้อย่างสมจริง

ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น (Pulsatile Mass) / 40 min. / นฆ ปักษนาวิน
A+++++ นี่สิถึงจะเรียกได้ว่าเล่นกับโครงสร้าง เชื้อมโยงได้อยางพุ่งพล่านน่าอัศจรรย์ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พยายามจะอธิบายหลังหนังฉาย


Digital Forum
ของเหลวที่หลั่งจากกาย/Bodily Fluid is so Revolutionary/2009/41/รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค/ปี 4 ภาควิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
C- สารภาพว่าแพ้หนังแบบนี้ อยากจะลุกออก แต่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะไปจบตรงไหน ซึ่งพอดูจบก็พบว่า ไม่มีอะไรเพิ่มเติม

อันนี้ขอแนะนำนิดหน่อยนะครับ ไม่ได้เป็นกับเฉพาะหนังเรื่องนี้ แต่แทบทุกเรื่องของกางจอ(ยกเว้นWhat is My Art? ซึ่งผมชอบมาก) คือถ้าคนทำจะลองถอยออกมา แล้วย้อนดูหนังตัวเองสักหน่อย มันดูเหมือนงานทำส่งเล่น ๆ ดูกันเองในคลาส มากกว่าจะทำออกมาจริงจังฉายให้โลกดูอ่ะ แล้วไม่รุ้ว่าเพราะนิเทศจะคุ้นเคยกับพวกละครเวทีมากไปหรือเปล่า เลยทำให้หลายเรื่องกลายเป็นเอาเวทีละครมาตั้งกล้องถ่าย และหลายเรื่องเอาใจคนดู หรือเอาสะใจ มากกว่าจะถามว่าจริง ๆ ฉันกำลังคิดอะไร ต้องการจะบอกอะไร

สีบนถนน/Colours On The Streets/2009/62/วีรพงษ์ วิมุกตะลพ/จบการศึกษาสาชาช่างยนตร์ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร
(เสียดายที่ดูหนังเรื่องนี้ไม่จบ เพราะดันฉายต่อจาก ของเหลวฯ แต่ได้ดูช่วงสิบนาทีแรก น่าสนใจมาก เป็นหนังยาวที่น่าจับตามองที่สุดเรื่องหนึ่งในโปรแกรม ดูซื่อและจริงใจ ขอโทษจริง ๆ ที่ดูไม่จบ)

2009/Aug/24

เถียงนาน้อยคอยรัก

mood&toneของหนังที่เฉื่อยไหลและActingที่ผ่อนคลายได้ลดระยะห่างระหว่างคาเรกเตอร์กับคนดูให้ใกล้ชิดและคุ้นเคยกับกิจกรรมยามบ่ายของชายหนุ่มสี่คนที่น่าจะดื่มกินในเวลาดังกล่าวเป็นปรกติ การปล่อยให้หนังทำหน้าที่เพียงบันทึกเหตุการณ์ที่ปราศจากConflictหรือภารกิจใดๆที่ชัดเจนเป็นการวางตำแหน่งของหนังเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์หนทางที่ได้รับสิทธิพิเศษในการสดับและรับรู้อิริยาบถของคาเรกเตอร์จนสามารถเงี่ยหูฟังเสียงบางอย่างที่เปล่งอยู่ภายในของคาเรกเตอร์หลักได้ และเมื่อtextตบท้ายได้ปรากฏตัวขึ้น การรับรู้เกี่ยวกับภาวะภายในของคาเรกเตอร์หลักก็ได้หักเหและซับซ้อนยิ่งกว่าช่วงก่อนหน้ามหาศาล แม้ว่าในบ่ายวันนี้คาเรกเตอร์หลักจะประพฤติกิจกรรมต่างๆตามปรกติหากบางสิ่งภายในได้“สูญหาย”ไปและเราก็ตระหนักได้ดีคือภาวะดังกล่าวและไม่สามารถอุดช่องว่างหรือนำสิ่งอื่นมาทดแทนได้ การเล่นกับการรับรู้ในลักษณะนี้อาจล้มเหลวและทำลายหนังได้หากขาดการเก็บรายละเอียดคาเรกเตอร์ที่คลุมเครือหรือพยายามยัดเหยียดทิศทางจนเกินไปจึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่หนังสามารถพาคนดูไปจนถึงจุดที่หนังต้องการได้สำเร็จ


สมหวัง 2552

การถ่ายทอดตัวตนของคนต่างจังหวัดที่ถูกสังคมเมืองกัดเซาะและกลืนกินในหนังถูกเล่าผ่านภาษาภาพและการใช้โรงภาพยนตร์มาสร้างโลกในหนังมีความชัดเจนและส่งผลรวมไปถึึงการออกแบบคาเรกเตอร์ต่างๆในหนังที่สามารถสะท้อนภาวะสูญเปล่าตัวตนได้ครอบคลุมและเสริมต่อเรื่อง หากActingในบางส่วนโดยเฉพาะคาเรกเตอร์หลักยังขาดความปราณีตไปเล็กน้อย ทั้งการใส่รายละเอียดอย่างเช่น การแทรกเสียงจากหนังที่ฉายในโรงมาล้อกับActionที่เกิดในเรื่อง, การใช้เพลงเครดิตมาหยอกกับเนื้อเรื่องในหนังรวมไปถึงpropและsetที่ปรากฏไม่ว่าจะเป็นห้องหับต่างๆรวมไปถึงป้ายไฟที่กระจายอยู่ทั่วๆเรื่อง สิ่งเล็กๆน้่อยๆเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยในการสร้างหนังให้เป็น“หนัง”มากยิ่งขึ้น


Moon

การใช้สไตล์Expressionismมาสร้างภาวะภายในของคาเรกเตอร์โดยไม่ต้องผูกมัดกับความบิดเบี้ยวที่แปลกประหลาดและจิตป่วยมากมายอะไรก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและทำออกมาได้ดี การใช้ภาพขาวดำและถ่ายทำในLocationที่ดูรกร้างรวมไปถึงการใช้Scoreทำให้หนังเรื่องนี้ผสมและผสานกันเป็นอย่างดีซึ่งยิ่งเข้ามาส่งให้คนดูรู้สึกร่วมกับคาเรกเตอร์ได้เป็นอย่างดี


ฝรั่งเศส

การสะท้อนสถานภาพของคนพิการในสังคมได้อย่างมีมิติและกระเทาะStereotypeเดิมๆต่อความช่วยเหลือต่อคนพิการได้ดี การเปิดด้วยการไปส่งคนตาบอดในตอนเริ่มถือเป็นการตบหน้าพลเมืองทั้งเหล่าเมื่อหนังได้ส่งอุปสรรคและปัญหาอีกล้านอย่างเพื่อเข้ามาบอกว่าการพาคนตาบอดข้ามถนนหรือช่วยถือของให้คนตาบอดแทบไม่สามารถที่จะนับเป็นการช่วยเหลือได้ แถมการช่วยเหลือที่คนตาบอดต้องการอย่างแท้จริงกลับถูกละเลยและเพิกเฉยไม่ว่าจะจากคนรอบตัวหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงก็ตามที และการที่หนังsetให้คนตาบอดเดาะไปอ่านปรัชญาฝรั่งเศสในขณะที่เพื่อนสาวกลับเรียนขิมก็สะท้อนถึงความแตกต่างในการดำรงชีวิตภายใต้มาตรฐานที่ต่างกันยิ่งเพื่อนตระหนักถึงความยากลำบากของคาเรกเตอร์หลักและพยายามช่วยเหลือแล้วก็พบว่าพวกเขายังต้องการความช่วยเหลือที่แท้จริงเพื่อดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีครบถ้วนอีกด้วย


ถ้อยคำที่ถูกสาป

การสร้างmood&toneในหนังเรื่องนี้กินขาดและใช้ภาพกับเสียงสร้างโลกที่แตกต่างได้อย่างคุกคามและน่ากลัวอย่างแท้จริง การสูญสลายของตัวตนที่ถูกบางสิ่งครอบงำและกลืนกินไปจนถึงการกลายสภาพได้ถูกส่งผ่านกลุ่มก้อนเหตุการณ์ที่สามารถสื่อสารภายในภาษาของตัวเองได้อย่างชัดเจนและสะทกสะท้อน สามารถสร้างประสบการณ์เฉพาะในแขนงภาพยนตร์ในระดับหนึ่งได้เลยทีเดียว

2009/Aug/22



S-Express Indonesia 
Pasangan Baru (New Couple) / Salman Aristo / 7.8
ผัวเมียคุยกันในห้องนอนถึงเสียงลึกลับ บรรยากาศอันน่ากลัว ต่างคนต่างหาเหตุผลอันเป็นที่มาของเสียง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ตัวหนังกลับถ่ายทอดประเด็น
ของความสัมพันธ์ของคู่รัก หรือคู่ชีวิตได้น่าสนใจ การแสดงกำลังดี 

Tak Kau Kunanti (Thou Shalt Not Wait) / Riri Riza / 7
ชอบภาพฝันในเรื่องนี้ ฉากเธอเต้นรำ หรือระบำอะไรซักอย่างหนึ่ง เป็นภาพจำมากๆ

Drum Lesson / Tumpal Christian Tampubolon / 6.5
ประเด็นค่อนข้างเชย บวกกับการแสดงที่ดูไม่น่าเชื่อ 

The First Nation in Mars / Nala / 7.8
หนังแรงที่สุดในโปรแกรมนี้ ตัวหนังยั่วล้อและเสียดสีกับภาพบันทึกการเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกของชาวอเมริกัน และครั้งนี้ก็เป็นชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งบันทึกภาพการเหยียบดาวอังคาร หนังตั้งคำถามในตอนจบได้แรงและแสบมาก 

Queer Shorts : Queer Relations 
Shadow of a Fire (L’Ombre D’Un Feu) / Mikaël Ivan Roost / 7
ชอบอารมณ์ และบรรยากาศหนัง ดูหลอกหลอนดี

Heiko / David Bonneville / 7.5
หนังเสนอความลุ่มหลง และการเป็นเจ้าของ ได้สุดทาง 

อาหาร 3 หมู่ (Hungry or Full)/ อนุชิต มวลพรม / 8
ชอบเรื่องนี้ที่สุดในโปรแกรม รู้สึกหนังมันจริงดี นักแสดงเอาอยู่และเล่นได้ดี ชอบคาแรคเตอร์พระเอก ดูมีเสน่ห์ และเลวเงียบ

About Colors and Razors (Entre Cores E Navalhas) / Catarina Accioly, Iberê Carvalho / 7
ตัวหนังสนุก ชอบประเด็นการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร

Homo Baby Boom / Anna Boluda / 7
สารคดีของกลุ่มครอบครัวเกย์และเลสเบี้ยน ที่มีลูก หนังถ่ายทอดความรู้สึกของพ่อแม่และลูกๆ แต่รู้สึกว่าหนังนำเสนอด้านเดียวไปหน่อย ถ้านำเสนออีกด้านด้วยคงน่าสนใจกว่านี้
 
 

2009/Aug/19

ธนพัฒน์ ยิ้มน้อย 
ข้อความจากหนังประกวดรางวัลช้างเผือก 1-4 

ความในใจ/2009/19/ช้างเผือก/ถ่ายถาพ/วรทัช วัฒนกุล/ สาขาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยรังสิต
B-
องค์ประกอบด้านภาพสวยสดมาก น่าสนใจในแง่นี้ โดยเฉพาะฉากภาพในสระว่ายน้ำกับแกงในหม้อซ้อนสลับกันไปมา ประหนึ่งกระทะทองแดงกันเลยทีเดียว คิดว่านางเอกเธอทำอะไรผิดต่อแม่จนตกนรกหมกไหม้ไปเสียแล้วในตอนแรก แต่ตัวเนื้อเรื่องและการนำเสนอ วิธีการเล่า ยังไม่รู้สึกถึงภาวะกดดันอะไรเท่าไหร่

ปล.ชอบเพลงประกอบมาก 
 
The Assignment/2008/17/ช้างเผือก/ /พีร์ ภานุวัฒน์วนิชย์/ ชั้นปีที่ 2 ภาควิชาภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
B+
ชอบเรื่องนี้  เพราะมีวิธีการนำเสนอและมุมมองน่าสนใจ ดูแล้วชวนสงสัยว่ามันลูกชายเจ้าของบ้านหรือคนรับใช้ที่คุณนายไม่อยู่เลยทำตัวคล้ายจะเป็นเจ้าของบ้าน  มุมมองที่นำเสนอกรอบของระเบียบกฏเกณฑ์น่าสนใจ ดูแล้วนึกย้อนกลับว่าตกลงอะไรกันแน่ที่ผิดเพี้ยนระหว่างความเป็นระเบียบแบบเป๊ะๆ หรือปล่อยปละไปตามสภาพ อีกอย่างที่ดีคือเล่าเรื่องในสถานที่เดียว(อาจจะมีถนนในหมู่บ้าน ถือว่าสถานที่เดิมแล้วกัน) เรียกว่าอยู่แค่ในบ้านแต่เรื่องสนุก จังหวะดี ตอนจบฮา 

 
วันหนึ่งวัน/2009/13/ช้างเผือก/มีศักดิ์ จีนพงษ์/ชั้นปีที่ 4 ภาควิชานิเทศศาสตร์ สาขาการสื่อสารมวลชน  คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาตร์  มหาวิทยาลัยนเรศวร
A
หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าผู้หญิงให้ท่าน่ากลัวอยู่ไม่น้อย  ชอบความเป็นธรรมชาติทั้งตัวละครที่ไม่ต้องหล่อต้องสวย  ดูจริง ดูเป็นหนังสั้นแบบนักศึกษาเมืองไทย ตลกทะลึ่งไม่ลามกแต่น่ารัก เรื่องราวไม่ต้องซับซ้อนแต่ซ่อนสภาวะบางอย่างเอาไว้ และหนังจะธรรมดาไปเลยถ้านางเอกไม่ยิ้มตอนผู้ชายปิดไฟนอน มันทั้งขำและเป็นแอคชั่นที่มีความหมายต่อหนังมาก  
 
ศูนยตา/Buddhist/2008/4/ช้างเผือก/ถ่ายภาพ/วชิรธาร ง่วนสำอางค์/ ชั้นปีที่ 5  คณะสถาปัตยกรรมศาตร์ ภาควิชานิเทศศิลป์ สาขาภาพยนตร์และวีดีโอ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
B-
การเล่าเรื่องเฉยๆ ดีแต่ไม่ใหม่ มุมมองเช่นเรื่องปล่อยนก  ปล่อยปลา เล่นหวย ความเชื่อความงมงาย แสดงเป็นภาพออกได้ดี มีความน่าสนใจในการเล่นกับสัญญะ ยายตาบอด พระที่หายไป และคำถามกับความเชื่อ ความงมงาย วัตถุ และศรัทธาอันแท้จริง เสียอย่างเดียวหนังขาดความสดใหม่ทำให้ดูธรรมดา ไม่โดดเด่นอะไรมาก 
 
ตะเพียนริมคลอง/2009/28/ช้างเผือก/ถ่ายภาพ/ณฐพล บุญประกอบ/      ภาควิชาภาพยนตร์ และภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
A-
หนังดีทั้งในแง่โปรดักชั่น เทคนิค การเล่าเรื่อง น่าสนใจในการออกแบบโปรดักชั่นได้มีลักษณะโดดเด่น เฉพาะ ไม่ดาษดื่น การแสดงดี  การพัฒนาตัวละครและเนื้อเรื่อง  ดูเป็นมืออาชีพอยู่ทีเดียว  ฉากที่ชอบนั้นคือฉากเล็กๆที่เด็กชายฟันหลุด แล้วพยายามโยนขึ้นหลังคา สะท้อนความเชื่อและวิถีชีวิตในสมัยก่อนได้น่ารักน่าเอ็นดู โดยส่วนตัวผมชอบอ่านงานของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์อยู่แล้ว แต่จุดเสียเพียงอย่างเดียวของหนังเรื่องนี้คือมันเป็นการทำหนังที่ดีแต่ไม่โดน 
 
ผู้หญิงที่ผัวหายในวันที่ 14 เมษายน/Women in democracy/2009/6/ช้างเผือก / อรรถวุฒิ บุญยวง/ ชั้นปีที่ 3 สาขาเทคโนโลยีการถ่ายภาพและภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
B-
เป็นประเด็นทางการเมือง  เสื้อเหลืองเสื้อแดงอีกแล้ว ชอบที่มีตัวหนังสือขึ้นข้างล่างพร้อมกับผู้หญิงพูดไปเรื่อยๆ  มันแย่งความสนใจกันได้ดี การพยายามยื้อแย่งพื้นที่ข่าวสารของกันและกัน จนฟังผู้หญิงพูดไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ชอบประเด็นของคนตัวเล็กๆ ที่ได้รับผลกระทบและหลงทางจากเหตุการณ์ทางการเมือง และผลจากการเมืองก็จะส่งผลให้หนังทำนองนี้เดินตามมาอีกมากมาย เหมือนที่มันมีมาก่อนหน้านี้แล้ว  
 
15:นาที/15 : minutes /2008/20/ช้างเผือก/ /กตัณณ์ ธรรมวิจิตเดช/ ชั้นปีที่ 2 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาีีร สาขานิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยศิลปากร
C-
หนังมันเท่  เท่ เท่ แต่ว่ามันจะพยายามบอกอะไรไปมากกว่านั้นหรือเปล่า ส่วนแรกของหนังดูค่อนข้างเท่แต่เรื่อยเปื่อย ดูเป็นอารมณ์วัยรุ่นกับตัวเอง นำเสนอแบบชวนหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ส่วนท้ายนั้นเพลงดี ภาพ Landscape ในหนังนั้น ดูแล้วไม่ค่อยเข้าใจว่าจะใช้ทำไม เพื่ออะไร อาจจะทำให้ตัวละครดูโดดเดี่ยวใจกลางเมืองบ้าง แต่ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร  
 
รอยเปื้อนบนโซฟา/Stained/2009/23/ช้างเผือก/ /มนัสรวี วงศ์ประดู่/ ชั้นปีที่ 4 ภาควิชาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
B+
ตอนแรกดูแล้วไม่ค่อยจะเข้าใจ และคิดว่าเป็นหนังผีอะไรยังไง ก็เรื่อยๆ ภาพก็ธรรมดา  ไม่หลอนอะไร แต่น่าสนใจเมื่อหนังพาไปสู่ประเด็นของตัวลูกชาย  ที่มีปัญหาทางจิตจนปิดกั้นตัวเอง ไม่ยอมรับการมีพ่อและแม่ในขณะเวลาเดียวกัน เนื่องจากปัญหาครอบครัวที่ต้องทนอยู่ในสภาพพ่อกับแม่ทะเลาะกันเป็นประจำ ดูแล้วสรุปคือใครตายหรือไม่มีเลย... 
 
ดวงตาดอกไม้/BEAUTIFUL EYES/2009/14/ช้างเผือก/ /สรีระ สุขเกษม/ สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง
C+
ตัวหนังใช้ภาษายังไม่ลื่นไหลเท่าใด จังหวะยังขัดบ้าง เทคนิคการดำเนินเรื่องเรื่อยๆ แต่เรื่องดูอ่อนไปสักนิด  เช่น ความบังเอิญที่ผู้หญิงคนนี้มองเห็นโลกปุ๊บ เธอก็เจอชายหนุ่ม แล้วก็หาโอกาสช่วยเหลือหรือใกล้ชิดชายคนนั้นก็ไม่แน่ใจ และสุดท้ายเธอถูกรถชน เนื้อเรื่องมันอ่อนและซ้ำซากไปเสียหน่อย เลยทำให้ประเด็นที่ต้องการจะสื่อซึ่งดี มีความน่าสนใจทีเดียวล่ะ ต้องอันตรธานด้อยค่าลงไปมากโข  
 
 
เรื่อง-ของ-วัตถุ/Pray/2008/15/ช้างเผือก/ถ่ายภาพ/เจนจิฬา โชติประทุม/คณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ มหาวิทยาลัยรังสิต
A
เปิดฉากมาด้วยความงงงวย  อะไรยังไง พิธีทางคริสต์กลางทะเลสาป แต่พอดูหนังทั้งเรื่องแล้วก็เข้าใจว่าเป็นสัญญะมากกว่าที่จะเกิดขึ้นจริงพร้อมๆกับเหตุการณ์ในเรื่อง  ส่วนที่ชอบมากมีสองส่วนคือลักษณะของอารมณ์ตัวละคร  ที่มีคาแรกเตอร์หนุ่มเฟี้ยว สไตล์ชายหนุ่มหล่อเหลาบ้าวัตถุ อยากมีรถไปโชว์หญิงอะไรทำนองนั้น โดยท่าทางตอนยื่นเกรดให้พ่อ แสดงออกมาได้ดี เพราะนั่นไม่ใช่ท่าทางของหนุ่มเนิร์ดบ้าเรียนแน่ๆ ตรงนี้ดี มีรายละเอียดน่าสนใจ ส่วนอีกอย่างที่ชอบมากคือประเด็นที่หนังค่อยๆสร้างข้อขัดแย้งให้เกิดขึ้นต่อตัวละคร และมันยังส่งผลมาถึงคนดูได้อีกด้วย แล้วจะเลือกอะไรล่ะ ระหว่างรถกับพระพุทธรูป มันเป็นวัตถุเหมือนกัน แพงเหมือนกัน ด้วยคุณค่าของศรัทธาเหมือนกัน เป็นการตั้งประเด็นที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมได้มากทีเดียว และสุดท้ายข้อดีคือหนังไม่ได้เลือกว่าสิ่งใดดีกว่าสิ่งใด หนังไม่เลือกให้เรา ปล่อยให้ตัวละครจากไป แต่สิ่งที่หนังทิ้งค้างไว้คือ ให้เราหาคำตอบให้ตัวเอง แต่ประเด็นที่หนังขาดไปคือหนังทำให้คนคริสต์(ตัวละคร)ดูเป็นคนนอกศาสนา(พุทธ) แต่จริงๆแล้วเขาน่าจะเป็นคนต่างศาสนามากกว่านะ

 
The Passion Of Freshy /2008/11/ช้างเผือก/ /พิรุณ อนุสุริยา/ สาขาการถ่ายภาพและภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยราชมงคลกรุงเทพ
C-
หนังปัญหารับน้อง  น่าสนใจ และเป็นเรื่องที่เหมาะกับวัยมหาวิทยาลัยมากๆ แต่หนังนำเสนอแบบปลดปล่อยพลังต่อต้านการรับน้อง  โดยไม่มีรายละเอียดอะไรเลย  ขาดแรงจูงใจ ขาดมิติของตัวละคร  ทั้งตัวรุ่นพี่รุ่นน้อง 
 
Red Man/2009/8/ช้างเผือก/ถ่ายภาพ/ณัฐพงษ์ หอมชื่น/ ชั้นปีที่ 3 สาขาภาพยนตร์ และ วีดีทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยรังสิต
C+
หนังการเมือง  แบ่งสี อะไรยังไง ใครมากกว่าน้อยกว่า ดูมันตลก และก็เสียดสี แต่ไม่ได้พูดถึงประเด็นทางการเมืองเสียเท่าไหร่  คือมันไม่ส่งผลอะไร ดูแล้วแค่รู้สึก มากกว่าน้อยกว่า แล้วยังไง ใครควรจะเป็นฝ่ายถูกหรือชนะหรือแอบอยู่ในมุมเงียบๆ ถ้าตัวเองมีพวกน้อยกว่า  
 
นักโทษ/Prisoner/2009/20/ช้างเผือก/ถ่ายภาพ/ปรัชญา ลำพองชาติ/ชั้นปีที่ 4 สาขาภาพยนตร์ และ วีดีทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยรังสิต
B-
ดูแล้วไม่เข้าใจอารมณ์ของนักโทษชายคนนั้นสักเท่าไหร่  ดูอึดอัด สับสน ภาพอย่างฝนตก ท้องฟ้า หรือควันไฟ ดูไม่ชัดเจนเพราะไม่เข้าใจอารมณ์ตัวละคร หนังจะดีกว่านี้ถ้านักแสดงสื่อเรื่องที่จะเล่าออกมาได้ชัด  เพราะการนำเสนอนั้นน่าสนใจ 

นรกที่แท้จริง / HELL / 2008 / 15 / ช้างเผือก / เมธัส ฉายชยานนท์ / ชั้นปีที่4 ภาควิชาภาพยนตร์ คณะนิเทศศาตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
B+
มันดูไม่ค่อยเป็นหนังสักเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะเล่าเรื่องไม่ดี แต่มันแสดงแปลกๆ มุมกล้องแบบเหมือนมองจากด้านหน้าเพียงอย่างเดียว แต่เรื่องน่าสนใจ เทคนิคในการตัดต่อ  จังหวะ รวมไปถึงประเด็นที่จะสื่อ มีความน่าสนใจและชวนขำไปในตัว และเก๋มากที่เอาความเป็นโมเดิร์นมาใช้ในหนัง มีความหมายดี 

 
Perfect gray/2009/30/ช้างเผือก/ /กรกนก ศรีสมบูรณ์/ ภาควิชาภาพยนตร์และภาพถ่าย คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
A
หนังสะท้อนสังคมวัยรุ่นได้ดี ช่องว่างระหว่างวัย ความแตกต่างระหว่างตัวละครที่ดูเป็นธรรมชาติและพบเห็นจริงในสังคม คือสิ่งที่น่าสนใจมาก เช่น แม่อันเข้มงวด ลูกสาวที่อ่อนนอกแข็งใน เพื่อนๆที่ดูมีความแตกต่างในสภาพความเข้มงวดของครอบครัว การแสดงออกต่อผู้ชายที่มามีความเชื่อมโยงกับลูกสาวของแม่ อะไรหลายๆอย่างในเรื่อง มันดูจริง และมีความน่าสนใจ เป็นความสัมพันธ์ที่เราเองมักจะมองเห็นหรืออยู่ในวงโคจรเหล่านี้ แต่สิ่งที่หนังไม่สมจริงคือ ใยนางฟ้าแสนดีเธอจึงไม่รับรักไอ้หนุ่มหน้าตี๋ที่แม่เชียร์ แต่ไปชอบหนุ่มลูกจ้าง เด็กเฝ้าร้านอินเตอร์เนท ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่มันดูดอกฟ้ากับหมาวัดแบบไม่น่าเชื่อสักเท่าไหร่ ด้วยตัวบทของนางเอกเองนั่นแหละที่ลดคุณค่าของเรื่องและฝีมือการแสดงของเธอลงไปสักหน่อย ปรับอีกนิด 
 
อนาคตของชาติ/Thai family/2009/15/ช้างเผือก/ ยิ่งศิวัช ยมลยง/ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง
C+
พ่อกับแม่ทะเลาะกันจนลืมลูก  ตัวประเด็นดี แต่ถ่ายทอดเฉยๆ และจงใจจนทำให้มันน่าหงุดหงิด รำคาญมากกว่าน่าสนใจ ฉากแสดงอารมณ์ซ้ำซากไปหน่อย เช่น แม่จะจับมือพ่อแต่มีโทรศัพท์มา  จากชื่อเรื่องเอง...อนาคตของชาติน่าจะทำหนังที่แตกต่างไม่ซ้ำวนเช่นนี้ 
 
Hard Candy / 2009 / 15 / ช้างเผือก / ถ่ายภาพ / ปัญจพล ทรงวิศวะ / สาขาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยรังสิต
C
เรื่องพนันบอลกับเรื่องราวปล้นจี้  ทำร้ายอะไรนั้น ก็สนุกไปตามเรื่องตามราว  ดูเป็น Action Fantasy สนุกๆ และด้วยความตรงไปตรงมาแบบไม่มีอะไรของหนัง มันเลยไม่มีอะไรให้จำได้มากนัก น่าจะพัฒนาบท โปรดักชั่นและเทคนิคต่างๆ มีความสามารถดีแล้ว หาที่ยืนของตัวเองแล้วไปต่อ 
 
เรื่องเล่าเจ้าหญิง/fairy feminine/2009/29/ช้างเผือก/ /อาภาพรรณ ปลั่งสิริสุนทร/ ภาควิชานิเทศศิลป์  คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
B-
หนังโคตรจะผู้หญิงที่น่าเบื่อและน่ารำคาญ ข้อดีของมันคือการนำเรื่องสโนวไวท์มาบิดๆเบี้ยวๆ กับประเด็นทางสังคม แต่ไม่เข้าใจว่าแล้วทำไมจะต้องทำให้หนังสวยงามเช่นนั้น แสดงถึงความเป็นผู้หญิงของหนัง  ทำออกมาได้สวยดี แม้จะไม่ค่อยสัมพันธ์กับเนื้อเรื่องเท่าไหร่ และการตีความตัวละครแม่มด เจ้าชาย ซึ่งมีความดีความชั่วแตกต่างกันไป น่าสนใจ แต่...มันไม่ชัดเจนเอาเสียเลย 
 
รักนี้ขี่สองล้อ/The bicycle/2009/7/ช้างเผือก/ /ณภัทร ใจเที่ยงธรรม/ ชั้นปีที่4 ภาควิชาภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
B
เป็นหนังโปรดักชั่นดีเรื่องหนึ่ง ทั้งการเลือกโลเคชั่น แสง  มุม จนเป็นหนังรักนี้ที่ปลายนาซึ่งดูแล้วองค์ประกอบภาพมีอารมณ์ร่วมกับหนัง  แต่เนื้อเรื่องมันยังไม่มีอะไรน่าสนใจเลย  ฝีมือการทำโปรดักชั่นดีแต่บทยังต้องพัฒนาอีก ตัวละครมันแบนราบและตามสูตร เป็นหนังดูง่าย และไม่ได้อะไรเท่าไหร่ น่าสนใจที่เป็นหนังที่ดูเป็นหนังในกระแสหลักมากๆ และเรียกเสียงหัวเราะได้มากเลยทีเดียว ขวัญใจคนดูล่ะ 

Seduction Lullaby/2009/23/ช้างเผือก/ /ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล/    ชั้นปีที่2 ภาควิชาภาพยนตร์  คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
B
ฉากที่ชอบมากเลยคือฉากช่วยตัวเองหน้าคอม  มันเล่นกับสภาพยุคอินเตอร์เนทได้ดี  และกล้าเปิดเผยความจริงที่มีอยู่ในสังคม ซึ่งคงหาได้ไม่มากจากหนังทั่วๆไป  แต่ตัวหนังมันดูกระอักกระอ่วนไปสักหน่อย ด้วยประเด็นหนักอึ้งที่หนังแบบรับไว้แต่กลับกลายเป็นว่าการแสดงทำให้มันตลก ควรจัดการกับจุดอ่อนของตัวเองในการทำหนังให้ดีขึ้น เพราะประเด็นดูมีทิศทางที่ดีอยู่แล้ว สู้ ๆ


thaiindie filmmakers
View full profile